Home > News > กองทุนน้ำมันซีดหมดเงินไหลเข้า จับตาราคาLPGทะลุ1.2พันเหรียญ (2013-11-29)

กองทุนน้ำมันซีดหมดเงินไหลเข้า จับตาราคาLPGทะลุ1.2พันเหรียญ

Publish Date : 2013-11-29 | TAG :

  

 กบง.ลดเก็บเงินดีเซลเข้ากองทุนฯ อีกรอบ 50 สตางค์ต่อลิตร ทำกองทุนฯ เข้าสู่ภาวะฝืด หมดเงินไหลเข้า เหลือเงินแค่ 5,360 ล้าน ใช้ดูแลราคาน้ำมันและก๊าซได้แค่ 3 เดือน จับตาราคา LPG หวั่นทะลุสถิติสูงสุด 1,200 เหรียญฯ  ด้าน TOP คาดราคาน้ำมันดิบปีหน้าอยู่ที่ 105 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล 
       นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันปรับตัวลดลง โดยเฉพาะค่าการตลาดน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 0.51 สตางค์ต่อลิตร จากที่ควรได้ 1.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ กบง.ตัดสินใจปรับลดเงินดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ อีก 50 สตางค์ต่อลิตร ทำให้ไม่เหลือเงินส่งเข้ากองทุนฯ และส่งผลให้กองทุนฯ เกิดสภาวะเงินไหลออกแล้ว 53 ล้านบาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม สถานะกองทุนฯ ยังมีเงินเหลืออยู่ 5,360 ล้านบาท แต่คาดว่าจะใช้ดูแลราคาน้ำมันและชดเชยก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ได้อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันกองทุนฯ ใช้เงินเพื่อชดเชยแอลพีจีกว่า 1,600 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่แอลพีจีเดือน พ.ย.2556 อยู่ประมาณ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่แนวโน้มราคาแอลพีจีตลาดโลกเดือน ธ.ค.2556 นี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกมาอยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งอาจทำให้ต้องใช้เงินกองทุนฯ ชดเชยเพิ่มขึ้นอีกมาก
“ได้มอบหมายให้ บมจ.ปตท.จับตาราคาแอลพีจีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถิติที่ผ่านมาแอลพีจีเคยขึ้นสูงสุดถึง 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทั้งนี้ หากราคาทะลุสถิติสูงสุดดังกล่าวอาจมีแนวโน้มให้กองทุนฯ ต้องเริ่มทำการกู้เงินอีกครั้งได้ โดยกองทุนฯ มีกรอบวงเงินกู้อยู่ 3 หมื่นล้านบาท ตามกรอบเงินกู้ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยอนุมัติไว้” นายสุเทพกล่าว
      สำหรับราคาแอลพีจีที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูหนาวในประเทศสหภาพยุโรป ที่ต้องใช้แอลพีจีสร้างความอบอุ่น ประกอบการญี่ปุ่นหยุดใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า ดังนั้น จึงหันมาใช้แอลพีจีแทน ประกอบกับราคาแอลพีจีตลาดโลกอิงกับราคาน้ำมัน ซึ่งช่วงนี้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นด้วยจากสภาวะการเมืองและเศรษฐกิจต่างประเทศ และทำให้ราคาแอลพีจีในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้
         นายฉัตรฐาพงค์ วังธนากร ผู้จัดการฝ่ายวางแผนธุรกิจ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบในไตรมาส 4 เฉลี่ยอยู่ที่ 105 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนไตรมาสแรกปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 105 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล แต่ยังต้องติดตาม โดยเฉพาะลิเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน กลุ่มโรงกลั่นในยุโรป มีการหยุดซ่อมบำรุงปลายไตรมาส 3 ปี 56 แต่ปีหน้าจะกลับสู่ปกติ รวมถึงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จะชะลอลงเมื่อไหร่ และสถานการณ์น้ำมันในอิหร่าน อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 2557 จะมีการใช้น้ำมันอยู่ที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน 
    สำหรับความคืบหน้าการลงทุนของบริษัทนั้นปัจจุบัน มี 6 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ โครงการปรับปรุงหน่วยไฮโดรแครกเกอร์, โครงการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม, การปรับปรุงอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ,  โครงการ LAB โดย TOP จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาร่วมกับกลุ่มมิตซุยจากญี่ปุ่น, โครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก 220 เมกะวัตต์  และโครงการสารตัวทำละลาย อยู่ภายใต้บริษัทลูกของ TOP บริษัท.

 

ขอขอบคุณข่าวดีๆ : ไทยโพส



บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com