Home > News > "ปิยสวัสดิ์”ติงนโยบายรัฐไม่ขยับขึ้นพลังงาน ฉุดฐานะการเงิน ปตท.แกว่ง (2014-07-29)

"ปิยสวัสดิ์”ติงนโยบายรัฐไม่ขยับขึ้นพลังงาน ฉุดฐานะการเงิน ปตท.แกว่ง

Publish Date : 2014-07-29 | TAG : พลังงาน, ก๊าซ lpg, lpg

  

 “ปิยสวัสดิ์”ติงนโยบายรัฐทำ ปตท.มีฐานะการเงินไม่แข็งแกร่ง เหตุไม่กล้าต้านกระแสสังคมขยับขึ้นราคาพลังานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้ปตท.ต้องแบกรับภาระปีละ 3 หมื่นล้านบาท และ ROIC ลดลงทุกปีอยู่ที่ 9% นับจากนี้ ปตท.ต้องเร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างความยั่งยืน หลังจากปิโตรเลียมในประเทศลดลง โดยต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแทนการพึ่งพาทรัพยากรในประเทศ 
       
       นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ปตท. (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท.ในช่วง 5ปีข้างหน้าเพื่อใช้ประกอบการจัดทำแผนวิสาหกิจและงบประมาณประจำปี 2558-2562 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายวิสัยทัศน์การเป็นบริษัทพลังงานไทยข้ามชาติชั้นนำ โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา ปตท.เติบโตจากการพึ่งพาทรัพยากรปิโตรเลียมในประเทศ และนับวันทรัพยากรในประเทศมีจำกัดแม้ว่าจะได้รับการต่อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมในไทยก็ตาม ทำให้ไทยยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ( LNG) เพิ่มมากขึ้น
       
       ดังนั้น ปตท.จำเป็นต้องพัฒนาและพึ่งพาองค์ความรู้มากกว่าการพึ่งพาทรัพยากรในประเทศ โดยพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ และให้ความสำคัญด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนเหมือนกับบริษัท โททาล ของฝรั่งเศส ซึ่งแต่ละปีปตท.มีการตั้งงบในการวิจัยและพัฒนา 3%ของยอดขาย และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ
       
       นอกจากนี้ คณะกรรมการปตท. ยังได้หารือเพื่อวางกลยุทธ์ระยะยาว 14ปีข้างหน้า (2558-2571)เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในโอกาสที่ปตท.ครบรอบ 50ปี ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้ปตท.เติบโตไปข้างหน้าภายใต้การเปลี่ยนแปลงทิศทางกระแสโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านสังคมการเมือง เทคโนโลยีที่จะพลิกเศรษฐกิจและธุรกิจ และแนวโน้มอุตสาหกรรมพลังงานที่มีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ และพลังงานทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
       
       นายปิยสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า นับจากนี้กลุ่มปตท.ต้องแสวงหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) เนื่องจากสัญญาสัมปทานต่างๆจะทยอยหมดอายุลง และปริมาณก๊าซฯในอ่าวไทยก็จะลดลงอย่างรวดเร็วในปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนในการเปิดประมูลสัมปทานรอบที่ 21 และการต่อสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดลง รวมไปถึงการเจรจาพัฒนาพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชาที่จะต้องใช้เวลาอีกนาน
       
       การลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นของปตท. ทำให้ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจุบัน อัตรากำไรของปตท. (Profit Margin)อยู่ระดับต่ำเพียง 2.7%ของยอดขาย ซึ่งต่ำกว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานด้วยกัน และมีผลตอบแทนการลงทุน (ROIC)ต่ำลงทุกปี โดยปี 2556 อยู่ที่ 9%จากปกติควรอยู่ระดับ 16 % ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของปตท.ไม่แข็งแกร่ง ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายรัฐที่ไม่กล้าตัดสินใจหรือต้านกระแสสังคมได้ ทำให้ปตท.ต้องแบกรับภาระจากก๊าซหุงต้ม (LPG) และ NGV ปีละ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับวันภาระดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้น
       
       ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของปตท.มีกำไรสุทธิประมาณ 90,000-100,000 ล้านบาทมานานถึง 7 ปีแต่ยอดขายปตท.เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปตท.ลดลงต่ำกว่า 3%ของยอดขาย และมีประชาชนบางกลุ่มเข้าใจว่าปตท.กำไรเยอะมาก ทั้งที่กำไรจะมากหรือน้อยต้องเปรียบเทียบกับเงินลงทุนด้วย ซึ่งที่ผ่านมา การลงทุนของปตท.จำนวนมากทั้งในและต่างประเทศมาจากกำไรจากการดำเนินงาน โดยไม่สร้างภาระให้กับรัฐ โดยปีนี้ปตท.มีการทบทวนงบการลงทุนใหม่ โดยมีการปรับลดงบลงทุนในต่างประเทศลง
       
       “ROIC ของ ปตท.ลดลงเรื่อยๆ ในปี 2556 อยู่ที่ 9% เป็นผลมาจาก มาจากนโยบายรัฐที่ไม่กล้าขยับราคาพลังงานตามกลไกราคา ถ้ารัฐยังคงนโยบายเช่นนี้ ปตท.ก็คงต้องลดค่าใช้จ่ายลง และชะลอการลงทุน เพื่อรักษาฐานะการเงินให้เข้มแข็ง สวนทางกับนโยบายการเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ”
       
       ดังนั้น ราคาพลังงานควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หากรัฐยังคงอุดหนุนพลังงาน แม้ว่าปตท.จะเป็นของรัฐ 100% ปตท.จะกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนที่จะปลดโซ่ตรวนตรงนี้ได้คือ ผู้ที่มีอำนาจ รวมทั้งพยายามประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ส่วนแนวคิดที่จะเปลี่ยนแบรนด์ปั๊มปตท.เป็น ปั๊มสามทหาร ถือเป็นการแก้ไขไม่ตรงจุด และแบรนด์ปตท.ก็ติดตลาดอยู่แล้ว โดยบอร์ดปตท.ได้สั่งให้ฝ่ายบริหารไปเร่งทำความเข้าใจกับสังคมให้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆที่ปตท.ถูกโจมตีให้เสร็จภายใน 1ปี
       
       นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บมจ. ปตท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ปตท.ได้มีการลงทุนพลังงานทดแทน ทั้งการส่งเสริมการใช้เอทานอล ล่าสุดมีโครงการนำร่องในการนำเปลือกอ้อย ฟางข้าวมาสกัดเป็นเอทานอล โดยพบว่าต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันได้ รวมทั้งมีการร่วมทุนกับต่างชาติตั้งโรงงานผลิตไบโอพลาสติกชนิดPBS คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในอีก 18 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฮับด้านพลาสติกชีวภาพ



บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com