Home > News > ตุลาฯนี้กระอัก2เด้ง ขึ้นดีเซล-ก๊าซ รัฐบาลทยอยเลิกอุ้ม ทั้งNGV-LPGภาคขนส่ง (2014-09-24)

ตุลาฯนี้กระอัก2เด้ง ขึ้นดีเซล-ก๊าซ รัฐบาลทยอยเลิกอุ้ม ทั้งNGV-LPGภาคขนส่ง

Publish Date : 2014-09-24 | TAG : ดีเซล, ก๊าซ , รัฐบาล, LPG

  

ตุลาฯนี้กระอัก2เด้ง

ขึ้นดีเซล-ก๊าซ

รัฐบาลทยอยเลิกอุ้ม

ทั้งNGV-LPGภาคขนส่ง

ปล่อยไปตามกลไกตลาด

หาทางช่วยคนรายได้น้อย

เล็งยืดบัตรเครดิตพลังงาน

เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารหน่วยงานกระทรวงพลังงานว่านโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานที่ยังไม่มีการปรับราคา อาทิ ก๊าซแอลพีจีภาคขนส่ง และเอ็นจีวี โดยราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ปัจจุบันอยู่ที่ 21.38 บาทต่อกิโลกรัม และเอ็นจีวีอยู่ที่ 10.50บาทต่อกิโลกรัม

ยังเป็นราคาที่ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ดังนั้นจำเป็นต้องทยอยปรับเพื่อความเหมาะสม โดยจะทยอยปรับตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่มีรายได้น้อย จำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป เบื้องต้นอาจยังใช้แนวทางเดิมคือบัตรเครดิตพลังงาน หรืออาจมีแนวทางอื่น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

“มาตรการช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย หากมีการปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิง ขอยืนยันว่าผมจะเดินตามมาตรการเดิมที่มีอยู่และคงต้องถามกลับไปยังผู้ที่มีรายได้น้อยว่ามาตรการที่มีอยู่ในขณะนี้เพียงพอหรือไม่ หรือต้องการให้รัฐบาลเพิ่มเติมในเรื่องใดและขอตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อครั้งการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนที่รัฐบาลชุดเดิม ตั้งเป้าคนมาลงทะเบียนขอรับการชดเชยราคา7ล้านครัวเรือน มีไม่มากนักเพราะเหตุใด โดยกระทรวงพลังงาน จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในการช่วยเหลือให้เพิ่มขึ้น”นายณรงค์ชัย ย้ำ

นายณรงค์ชัย กล่าวด้วยว่า ส่วนแผนลำดับต่อไป หลังจากเดือน ต.ค.เป็นต้นไป กระทรวงพลังงาน ก็จะทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ปัจจุบันถูกตรึงราคาไว้ที่ไม่เกิน30บาทต่อลิตร ให้ทยอยปรับขึ้นตามกลไกตลาด โดยเรื่องนี้ ตนได้หารือกับกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะเป็นในรูปแบบใด ยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ แต่ยืนยันว่าตั้งแต่เดือน ต.ค.โครงสร้างราคาพลังงานจะต้องเป็นไปตามแผนงานเดิมที่กำหนดไว้

สำหรับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายกฯคือการสร้างความมั่นคง ด้านไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซฯ ไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน นอกจากนี้ จำแป็นต้องให้ความชัดเจนด้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมทั้งแห่งเก่าที่กำลังจะหมดอายุและสัมปทานรอบที่ 21โดยด่วนเพราะการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศมีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยโดยราคาก๊าซในเมียนมาร์แพงกว่าไทย50%และก๊าซจากการ์ต้าแพงกว่า1เท่าตัว

นายณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า กระทรวงพลังงานยังยืนยันจะเดินหน้าเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมทั้งแหล่งบนบก และในทะเล รอบที่21ตามเดิมอย่างแน่นอน เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หากชนะการประมูลเพราะประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆจึงต้องเผื่อเวลาในการเปิดสัมปทานเนื่องจากแหล่งก๊าซฯของประเทศไทย ส่วนใหญ่ในแต่ละหลุมผลิตมีอายุการขุดเจาะเพียง 5ปี ขณะที่ในต่างประเทศมีอายุ10ปี ขณะที่ผู้ที่ได้รับสัมปทานในปัจจุบันก็ต้องมีการเจรจาต่ออายุสัญญาก่อนครบกำหนดก่อน5ปีล่วงหน้าเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวในการต่อสัญญาหรือยกเลิกสัญญาเป็นต้น

 

“หากพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศจำนวนมากจะส่งผลกระทบค่าไฟในประเทศที่ต้องปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากนักลงทุนต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากสู้ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นไม่ไหว ทำให้แข่งขันกับต่างประเทศยาก”นายณรงค์ชัย ย้ำ

ขอขอบคุณข่าวดีๆจาก : เเนวหน้า



บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com