Home > News > ของขวัญรับปีแพะ LPG-NGV พาเหรดขึ้นราคา (2015-01-05)

ของขวัญรับปีแพะ LPG-NGV พาเหรดขึ้นราคา

Publish Date : 2015-01-05 | TAG : LPG, NGV, เเก็สlpg, บริษัท

  

ในช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกโดย เฉพาะตลาดเวสต์เทกซัส (WTI) ที่ร่วงลงต่ำถึง ประมาณ 56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คงสร้างความ ประหลาดใจและดีใจให้กับผู้บริโภคกันไปทั่วโลก และยังเป็นราคาที่หักปากกาเซียนด้านพลังงานกันไปเป็นแถว
จากราคาน้ำมันโลกปรับลดลงตั้งแต่ปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ส่งผลให้กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของรัฐบาลเฉพาะกาล ที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมี นายณรงค์ชัย อัครเศรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ควบคุมการบริหารงานอยู่นั้น ถือเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ดังนั้นจึงได้เร่งดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเริ่มตั้งแต่การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่มุ่งเป้าหมายจะทำให้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเฉลี่ยเท่ากันที่ 4 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ห่างกันเฉลี่ยประมาณ 4-5 บาทต่อลิตรเริ่มแรกคือปรับขึ้นภาษีสรรพาสามิตน้ำมันดีเซล จาก 0.005 บาทต่อลิตร เป็น 0.75 บาทต่อลิตร และตามต่อมาด้วยการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2557 ที่ผ่านมา ซึ่งประกาศปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีกระลอก 2.50 บาทต่อลิตร รวมเป็นอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ 3.25 บาทต่อลิตร และจะปรับขึ้นอีกรอบครั้งสุดท้ายให้ภาษีดีเซลมาอยู่ที่ 4 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาษีกลุ่มเบนซินและโซฮอล์จะไม่มีการปรับลง และให้คง 4-5 บาทต่อลิตรต่อไป ก็จะถือว่ารัฐบาลปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นผลสำเร็จ
ในเรื่องดังกล่าว นายณรงค์ชัย ระบุไว้ว่า ตามหลักการแล้ว กลุ่มผู้ที่ใช้เชื้อเพลิงเหมือนกัน ก็ควรต้องจ่ายภาษีเท่าเทียมกัน เพราะเป็นผู้ที่ใช้ถนนเหมือนกัน และทำให้ถนนชำรุดทรุดโทรมเช่นเดียวกัน แต่ในเบื้องต้นการปรับโครงสร้างราคาพลังงานนั้น กระทรวงจะดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งขณะนี้ได้ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันดีเซลไปแล้ว ส่วนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคขนส่ง และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ก็จะดำเนินการต่อไปในอนาคต
ดังนั้นจะเห็นว่า สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุเอาไว้นั้น ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ากระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างจริงจังต่อการเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันให้เสร็จในเร็วๆ นี้ และจะใช้กลไกน้ำมันโลกขาลง ดำเนินการปรับโครงสร้างภาษี โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มแต่อย่างใด
ดังจะเห็นได้จากการปรับภาษีน้ำมันดีเซลที่ผ่านมา ก็ไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับเปลี่ยน เนื่องจากเป็นการโยกเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปให้กับกองภาษีดีเซลแทน จึงส่งผลกระทบให้กองทุนน้ำมันมีเงินไหลเข้าลดลงจากเดือนละ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือเพียงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ก็ไม่ได้แย่นัก เนื่องจากหากราคาน้ำมันโลกลดลงอีก กระทรวงพลังงานสามารถพิจารณาไม่ปรับลดราคาหน้าปั๊ม แต่เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแทนได้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายณรงค์ชัย อัครเศรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเป็นกองทุนเดียวที่จะคอยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศไม่ให้แกว่งตัวขึ้นลงแรงตามราคาตลาดโลก และนำมาช่วยสนับสนุนส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนยังคงใช้น้ำมันจากพลังงานทดแทนต่อไป แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกจะลดต่ำก็ตาม
ส่วนจะขุนให้กองทุนน้ำมันอ้วนเท่าไหร่ และหยุดเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเมื่อไหร่นั้น กูรูพลังงานประเมินกันว่า ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท เป็นอัตราที่พอเหมาะ แต่สุดท้ายรัฐมนตรีพลังงานเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินใจพิจารณาความเหมาะสมด้วยตัวเอง
ดังนั้นในส่วนของราคาน้ำมันในปี 2558 นั้นพอสรุปได้ว่า ราคาน้ำมันช่วงต้นปียังคงทรงตัวระดับต่ำต่อไป หากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงของโลกหรือนโยบายใดๆ ของโอเปก มาพลิกเปลี่ยนทิศทางราคาน้ำมัน
ด้านราคาก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) นั้น ตลอดปี 2557 กระทรวงพลังงานได้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานไปเรียบร้อยแล้ว โดยใช้แค่อำนาจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ดำเนินการปรับขึ้นราคา ด้วยการอาศัยจังหวะราคาน้ำมันโลกลดลง ก็ประกาศลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มไปพร้อมกับการปรับขึ้นราคาแอลพีจี
ซึ่งแต่เดิมแอลพีจีถูกแบ่งเป็น 3 ราคาคือ ราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม มักจะถูกลอยตัวราคาไปเรียบร้อยตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งราคาจะประกาศขึ้นลงตามราคาตลาดโลก โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเป็นผู้ประกาศราคาทุกเดือน โดยในเดือน ธ.ค.2557 ราคาอยู่ระดับ 24.16 บาทต่อกิโลกรัม
ส่วนภาคขนส่งนั้น ตั้งแต่ คสช.เข้ามา บริหารประเทศ ได้เริ่มประกาศตรึงราคาแอลพีจีเอาไว้ที่ 21.38 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย.2557  เพื่อรอปรับโครงสร้างราคาก๊าซ จากนั้นได้ประกาศปรับราคาตั้งแต่เดือน ต.ค.2557 มาจนถึงเดือน ธ.ค.2557  รวมปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง
ครั้งที่สำคัญคือในเดือน ธ.ค.2557 สั่งปรับขึ้นราคา             1.03 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งไม่ใช่ปรับขึ้นเฉพาะภาคขนส่งเท่านั้น แต่รอบดังกล่าวสั่งปรับขึ้นราคาภาคครัวเรือนด้วย จึงทำให้ราคา แอลพีจีปรับขึ้นเป็น 24.16 บาทต่อกิโลกรัม และเป็นราคาเดียวกับภาคอุตสาหกรรมด้วย และเป็นราคาลอยตัวตามตลาดโลก เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม นายณรงค์ชัยกล่าวในการประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า เมื่อเปรียบเทียบราคา "แอลพีจีภาคขนส่ง" กับ "ราคาน้ำมัน" แล้วถือว่ายังต่ำกว่ากันครึ่งหนึ่ง เพราะแอลพีจีภาคขนส่งไม่ได้เสียภาษีเหมือนน้ำมัน ดังนั้นผู้ใช้แอลพีจีภาคขนส่งก็เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ถนนทรุดโทรม จึงต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายภาษีด้วย ซึ่งเป็นไปตามหลักการผู้ใช้เชื้อเพลิงในรถยนต์ก็ต้องจ่ายและเสียภาษี รวมถึงเงินกองทุนน้ำมันเหมือนๆ กัน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2558 นี้ โดยเฉพาะในส่วนของแอลพีจีก็คือ การผลักดันราคาแอลพีจีภาคขนส่งให้สูงกว่าภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม เท่ากับเป็นการทำให้แอลพีจีเป็นสองราคาอีกครั้ง และครั้งนี้ผู้ใช้แอลพีจีภาคขนส่งอาจต้องสะอึก เนื่องจากรัฐบาลเตรียมจะหามาตรการปรับขึ้นราคาแอลพีจีขนส่งให้ทัดเทียมราคาน้ำมัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาครัฐบาลต้องการควบคุมปริมาณรถยนต์ไม่ให้ติดก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยต้องเสียเงินตรานำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศจำนวนมาก พร้อมกันนี้จะหันไปส่งเสริมการใช้เอ็นจีวีให้มากขึ้น
และที่สำคัญ ในปี 2558 จะได้เริ่มเห็นรัฐบาลปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น จากปัจจุบันตรึงไว้ที่ 11.50 บาทต่อลิตร แม้ว่าขณะนี้กระทรวงพลังงานยังไม่สรุปอย่างชัดเจน ว่าจะให้ขึ้นราคาสูงสุดตามต้นทุนที่เท่าไหร่ ระหว่าง 13-15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาที่ 13 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาที่กระทรวงพลังงานจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ศึกษาเมื่อนานมากแล้ว แต่ปัจจุบัน ปตท.ระบุว่า ต้นทุนในการลงทุนเพิ่มขึ้นมากทำให้ต้นทุนสูงขึ้นถึง 15-16 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นราคาเอ็นจีวีจะปรับขึ้นเท่าไหร่นั้น ต้องรอดูการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีจะมีผลให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้ผลิตอย่าง ปตท.มีแรงขยายปั๊มและลงทุนท่อส่งเอ็นจีวีเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะทำให้นโยบายการผลักดันผู้ใช้รถยนต์หันไปใช้เอ็นจีวีได้ง่ายขึ้นต่อไป ดังนั้น ปี 2558 ในส่วนของราคาแอลพีจีภาคขนส่งและเอ็นจีวีมีโอกาสปรับราคาขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผู้บริโภคคงต้องเตรียมใจพร้อมรับราคาใหม่ปี 2558 นี้ไว้ด้วย
สำหรับในส่วนของราคาค่าไฟฟ้าในปี 2558 นั้น ต้นปี 2558 มีโอกาสเห็นการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ลงได้ จากงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2557  ค่าเอฟทีอยู่ที่ 69 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.27 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.96 บาทต่อหน่วย
ซึ่งค่าเอฟทีงวด ม.ค.เม.ย.2558 นี้ ได้ปรับลดลงประมาณ 8-10 สตางค์ต่อหน่วย แต่ตลอดปี 2558 ราคาค่าไฟฟ้าอาจทะลุ 4 บาทต่อหน่วยได้ไม่ยากนัก หากราคาน้ำมันหรือก๊าซเป็นไปอย่างที่กูรูพลังงานคาดการณ์ว่าราคาจะขยับขึ้นประมาณกลางปี 2558
อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลเฉพาะกาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดนี้ จะช่วยลดค่าครองชีพด้านพลังงานให้กับประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางแรงกดดันที่ต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนแท้จริง กับการดูแลไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนกับราคาพลังงาน ที่นับวันมีแต่จะปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นเหลือเวลาอีก 1 ปีที่รัฐบาลเฉพาะกาลจะแสดงฝีมือให้เห็นว่า ราคาพลังงานที่เป็นธรรมจะช่วย หรือเพิ่มภาระให้ประชาชนในอนาคต????
"ต้องจับตามองในปี 2558 นี้ โดยเฉพาะในส่วนของแอลพีจีก็คือ การผลักดันราคาแอลพีจีภาคขนส่งให้สูงกว่าภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม เท่ากับเป็นการทำให้แอลพีจีเป็นสองราคาอีกครั้ง และครั้งนี้ผู้ใช้แอลพีจีภาคขนส่งอาจต้องสะอึก เนื่องจากรัฐบาลเตรียมจะหามาตรการปรับขึ้นราคาแอลพีจีขนส่งให้ทัดเทียมราคาน้ำมัน"
บรรยายใต้ภาพณรงค์ชัย อัครเศรณี



บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com