Home > News > เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแก๊ส LPG (2014-07-17)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแก๊ส LPG

Publish Date : 2014-07-17 | TAG : เรื่องน่ารู้, แก๊ส LPG, แก๊ส NGV , แก๊สหุงต้ม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแก๊ส LPG


แก๊สธรรมชาติ จะพบในชั้นหินที่มีรูพรุนใต้พื้นผิวโลก มักจะพบอยู่บนผิวหน้าของน้ำมันดิบ

แก๊สหุงต้ม หรือ แก๊สปิโตรเลียมเหลว (Liqueified Petroleum Gas : LPG) เกิดขึ้นได้  2  วิธี... 

1.ผลิตจากกระบวนการกลั่นน้ำมันในโรงกลั่นน้ำมันต่างๆ
2.ผลิตจากกระบวนการแยกแก๊สของแก๊สธรรมชาติ


แก๊สหุงต้ม (LPG) 
ประกอบด้วยแก๊สโปรเพน (Propane) และแก๊สบิวเทน (Butane) เป็นส่วนประกอบหลัก และจะบรรจุในสภาพเป็นของเหลวโดยการอัดให้มีความดัน ประมาณ100 - 130 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว 

แก๊สธรรมชาติ   
ประกอบด้วย แก๊สมีเทน (Metane) เป็นส่วนใหญ่ และมีแก๊สโปรเพน  บิวเทน  และอีเทนผสมอยู่บ้างเล็กน้อย



คุณสมบัติพื้นฐานของแก๊สที่ควรรู้
  • ค่าความร้อน (Heating Value) หมายถึง ปริมาณความร้อนที่เชื้อเพลิงที่มีมวลหนึ่งหน่วย และมีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส คายออกมาจากการทำปฏิกริยากับออกซิเจน และแก๊สไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ถูกทำให้กลับมามีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ดังเดิม
  • ค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) แก๊สที่มีค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1.0 เป็นแก๊สที่มีความหนาแน่นมากกว่าอากาศ  ซึ่งเมื่อรั่วไหลออกสู่บรรยากาศในปริมาณมาก  จะไหลลงไปที่พื้นและจะลอยอยู่เรี่ยๆกับพื้น  และมันจะค่อยๆกระจัดกระจายออกไปสู่บรรยากาศ อย่างช้าๆ  แก๊สโปรเพนและแก๊สบิวเทน ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของแก๊สหุงต้ม  มีค่าความหนาแน่นสูงกว่าอากาศ ประมาณสองเท่า  ดังนั้นถ้าแก๊สหุงต้มรั่วออกสู่บรรยากาศในปริมาณมาก มันจะไหลลงสู่พื้นและจะค่อยๆกระจายออกสู่บรรยากาศ  ส่วนแก๊สธรรมชาติ มีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าอากาศ  เมื่อรั่วออกมาจะลอยขึ้นสู่อากาศ  จึงมีการกระจัดกระจายได้เร็วกว่าแก๊สหุงต้ม
  • ความดันไอ (Vapour Pressure) คือ ความดัน ณ จุดที่ของเหลวได้รับความร้อนกลายเป็นไอจนกระทั่งเกิดการเดือด เช่น ความดันไอของน้ำที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส มีค่าเท่ากับความดันบรรยากาศ  หรือจุดเดือดของน้ำที่ความดันบรรยากาศ มีค่าเท่ากับ 100 องศาเซลเซียส
          แก๊สบิวเทน มีค่าความดันไอ ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เท่ากับ  55  ปอนด์/ตารางนิ้ว 
          แก๊สโปรเพน มีค่าความดันไอ เท่ากับ 177 ปอนด์/ตารางนิ้ว 

         แก๊สมีเทน ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของแก๊สธรรมชาติ  จะมีค่าความดันไอที่สูงกว่าแก๊สโปรเพนในแก๊สหุงต้ม ประมาณ  40  เท่า  ดังนั้นการนำแก๊สธรรมชาติ มาใช้งานจึงไม่เหมาะที่จะบรรจุถังเป็นของเหลว  เว้นแต่จะทำให้แก๊สเย็นตัวลง จนถึงอุณหภูมิ (-160) องศาเซลเซียส  จึงจะได้แก๊สมีเทนในสภาพของเหลวที่ความดันบรรยากาศ  แต่เนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำมาก ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้
  • ย่านที่สามารถติดไฟได้ (Flammability) เมื่อแก๊สใดๆ ผสมกับอากาศในปริมาณที่พอเหมาะ และได้รับพลังงานจากภายนอก เช่น ความร้อน เปลวไฟ หรือการจุดระเบิดก็จะทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นได้  ย่านที่ติดไฟได้จึงหมายความว่า ย่านที่มีปริมาณเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้ได้รวดเร็ว  ถ้าเชื้อเพลิงมีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าย่านนี้ก็จะไม่สามารถเกิดการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว 
         แก๊สทั้งสามชนิดที่เป็นส่วนผสมของแก๊สธรรมชาติและแก๊สหุงต้ม  มีย่านที่ติดไฟได้ค่อนข้างแคบมาก  ซึ่งหมายความว่า  ถ้าแก๊สธรรมชาติหรือแก๊สหุงต้มรั่วออกมา จะมีโอกาสติดไฟได้น้อยมาก
  • จุดติดไฟอัตโนมัติ (Autoignition  Temperature) การที่เชื้อเพลิงจะเกิดการติดไฟหรือเผาไหม้ได้ จะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ เชื้อเพลิง  อากาศและพลังงาน(ความร้อนหรือเปลวไฟ) แต่เมื่อเชื้อเพลิงผสมกับอากาศและมีอุณหภูมิสูงเพียงพอ ก็จะสามารถเผาไหม้ได้เองโดยไม่ต้องมีประกายไฟ  อุณหภูมินี้ เรียกว่าจุดติดไฟอัตโนมัติ 
         จุดติดไฟอัตโนมัติของแก๊สมีเทน คือ 537  แก๊ส โปรเพนคือ 470 แก๊สบิวเทนคือ 365 องศาเซลเซียส




การใช้แก๊สธรรมชาติและแก๊สหุงต้มในยานพาหนะ

1. แก๊สหุงต้ม (LPG) ได้มีการนำมาใช้ในยานพาหนะเป็นเวลามากกว่า  20  ปี  ในต่างประเทศ ดังนั้น อุปกรณ์ต่างๆ จึงมีมาตรฐานรองรับ และมีอุปกรณ์ให้เลือกใช้หลากหลาย

2. แก๊สธรรมชาติ (NGV)  บริษัท ปตท. ได้นำแก๊สธรรมชาติมาอัดให้มีความดันประมาณ  3000  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  บรรจุลงในถังที่ออกแบบมาเฉพาะ  และนำไปติดตั้งในรถยนต์  พร้อมด้วยอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นในการจ่ายแก๊สเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ เรียกว่า Natural  Gas for Vehicles (NGV)

ข้อควรระวังในการใช้แก๊ส  NGV 
ที่สำคัญคือ  แก๊ส  NGV เป็นแก๊สที่มีความดันสูงกว่าแก๊สหุงต้ม ประมาณ  23  เท่า  ดังนั้น  จึงไม่สามารถนำถังแก๊สที่ใช้บรรจุแก๊สหุงต้มมาบรรจุแก๊ส NGV ได้ มิฉนั้น ถังจะระเบิดเพราะไม่สามรถรับแรงดันได้  และในการใช้งานจะต้องมีความระมัดระวังและตรวจสอบระบบอยู่เสมอ  เนื่องจากเป็นระบบที่มีความดันสูงมาก





เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ NGV และ LPG

การรณรงค์การประหยัดน้ำมัน วิธีการหนึ่งที่จะช่วยทั้งประหยัดน้ำมันและเงินในกระเป๋า ก็คือการหันมาใช้แก๊ส แต่ว่าทำไมเราจึงสามารถใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์แทนน้ำมันได้
 
 

           ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าน้ำมันคืออะไร น้ำมันรถยนต์ที่เราใช้ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกัน องค์ประกอบส่วนใหญ่ของน้ำมันทั้งสองชนิดก็คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน สารประกอบไฮโดรคาร์บอนหมายถึงสารประกอบที่ภายในโมเลกุลของมันมีเฉพาะธาตุ คาร์บอนกับไฮโดรเจนเท่านั้น

          ทีนี้มาดูแก๊สกันบ้าง แก๊สที่นำมาใช้กับรถยนต์ ก็เป็นพลังงานปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกันกับน้ำมันนั่นเอง คือเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อนำมาเผาไหม้ก็จะให้พลังงานออกมาเหมือนกันจึงใช้แทนกันได้



ความหมายของแก๊สแต่ละชนิด

            แก๊ส NGV, CNG และ LPG  แก๊สทั้งหมดนี้เป็นแก๊สที่ใช้กับรถยนต์ ซึ่งก่อนอื่นคงต้องดูความหมายของแต่ละตัวกันก่อน

            ตัวแรก NGV มาจากคำว่า Natural Gas Vehicles ซึ่งถ้าแปลความหมายตามศัพท์ภาษาอังกฤษ จะหมายถึงตัวยานยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้แก๊สธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิงอย่าง เช่น รถเมล์ ขสมก. สีสม ที่ติดสติกเกอร์ว่า NGV หรือรถแท็กซี่ที่ใช้แก๊สธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง เราจะเรียกรถเมล์หรือรถแท็กซี่เหล่านี้ว่า NGV ซึ่งจะไม่ได้หมายถึงตัวแก๊สที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง และจริงๆ แล้วตัวแก๊สธรรมชาติอัดที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Compressed Natural Gas หรือ CNG นั่นเอง ดังนั้นถ้าพูดกันตามรากศัพท์จริงๆ แล้ว NGV จะหมายถึงตัวรถ แต่ CNG จะหมายถึงตัวแก๊สที่ใช้กับรถ แต่ว่าในปัจจุบันเราใช้คำว่า แก๊ส NGV จนเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วว่า หมายถึงตัวแก๊สธรรมชาติอัดที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งก็เหมือนกับยี่ห้อสินค้าที่เราเรียกกันจนติดปากนั่นเอง ดังนั้นจึงอนุโลมให้ใช้ได้ ไม่ว่าจะเรียกว่า แก๊ส NVG หรือ แก๊ส CNG ก็จะหมายถึงตัวเดียวกัน

           ต่อมาอีกตัวคือแก๊ส LPG มาจากคำว่า Liquified Petroleum Gas คือ แก๊สธรรมชาติเหลวหรือรู้จักกันมานานในนามของ "แก๊สหุงต้ม"

           นั่นหมายความว่า แก๊ส NGV กับแก๊ส CNG ก็คือแก๊สตัวเดียวกัน ส่วนแก๊ส LPG จะเป็นอีกตัวหนึ่ง ซึ่งก็คือแก๊สหุงต้มที่ใช้กันตามบ้านเรือนนั่นเอง

 
 


องค์ประกอบของแก๊ส

            แก๊ส NGV ก็คือแก๊สธรรมชาติอัด ซึ่งแก๊สธรรมชาติได้มาจากการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์ตามชั้นหินดินเป็น เวลาหลายร้อยล้านปี โดยที่ซากเหล่านี้จะถูกความร้อนและความกดดันในชั้นหินนั้นทำให้แปรสภาพเป็น แก๊สธรรมชาติเกิดขึ้น ซึ่งองค์ประกอบหลักของแก๊สธรรมชาติส่วนใหญ่ก็คือแก๊สมีเทน ซึ่งในการนำมาผลิตเป็นแก๊ส NGV เราก็จะนำมาผ่านกระบวนการอัดที่ความดันสูง โดยอัดเก็บไว้ในถังเพื่อความสะดวกในการขนส่งและการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามภายในถังก็ยังคงมีสถานะเป็นแก๊สอยู่

            ส่วนแก๊ส LPG มีองค์ประกอบเป็นแก๊สโพรเพนและแก๊สบิวเทนผสมกันอยู่ จะเป็นอัตราส่วนเท่าใดก็ได้ ซึ่งในบางครั้งอาจจะใช้แก๊สโพรเพนหรือบิวเทนเพียงอย่างเดียว แต่ในประเทศไทย แก๊ส LPG ที่ใช้กันได้มาจากการผสมแก๊สโพรเพน 70 ส่วน ต่อ บิวเทน 30 ส่วน แล้วแก๊สโพรเพนกับบิวเทนได้มาจากไหน ส่วนใหญ่ได้มาจากการแยกแก๊สธรรมชาติและก็ยังได้มาจากการแยกน้ำมันดิบในโรง กลั่นน้ำมันอีกด้วย และในการนำแก๊ส LPG มาใช้ เราจะนำมาอัดใส่ลงถังเพื่อความสะดวกในการขนส่งเช่นเดียวกับ NGV แต่แก๊สจะอยู่ในสถานะของเหลว



ข้อดีและข้อเสียของแก๊สแต่ละชนิด

            ในเรื่องของการเผาไหม้ ทั้งแก๊ส NGV และ LPG ค่อนข้างเผาไหม้ได้สมบูรณ์ คือมีเขม่าและมลพิษน้อย ถ้าเปรียบเทียบกับน้ำมันก็เรียกได้ว่าสะอาดกว่า แล้วก็ดีกว่าสิ่งแวดล้อมมากกว่า

            แต่ถ้าดูในเรื่องของความปลอดภัย แก๊ส NGV ดูค่อนข้างจะปลอดภัยมากกว่าเนื่องจากองค์ประกอบก็คือแก๊สมีเทน มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ ดังนั้นเมื่อเกิดการรั่วไหล แก๊สจะลอยขึ้นด้านบนทันที แต่ถ้าเป็นแก๊ส LPG หรือรวมทั้งน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซลก็ตาม พวกนี้จะหนักกว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลออกมาก็จะกระจายสะสมอยู่ตามพื้นราบ ทำให้ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นสำหรับแก๊ส LPG แล้ว เนื่องจากองค์ประกอบคือแก๊สโพรเพนกับบิวเทนนั้นไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจึงมีการเติมสารเคมีลงไปเพื่อให้มีกลิ่น จะได้ทราบว่าแก๊สมีการรั่วไหลออกมา

            ราคาแก๊ส NGV จะถูกกว่า LPG คือประมาณ 8.50 บาท ต่อ กิโลกรัม ส่วน LPG ราคาประมาณ 16.81 บาทต่อกิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตามราคาจะถูกกว่าน้ำมันทั้งคู่

            ในการเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถยนต์จากน้ำมันมาเป็นแก๊สก็คงทำไม่ได้ ทันที เพราะต้องคำนึงถึงเหตุผลหลายๆ อย่างด้วยกัน อันแรกก็คือเรื่องของเครื่องยนต์ โดยทั่วไปเครื่องยนต์จะออกแบบมาเพื่อใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง การเปลี่ยนมาใช้แก๊สก็ต้องมีการดัดแปลงเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งในสวนนี้ก็มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นหรือแม้แต่ถ้าเดิมเป็นรถยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG อยู่แล้ว อย่างเช่นรถแท็กซี่ ถ้าอยากจะเปลี่ยนมาใช้แก๊ส NGV แทน ก็ไม่สามารถเติมแก๊ส NGV ได้ทันทีนะคะ เพราะว่าแรงดันของแก๊ส NGV มีมากกว่า ถ้าใช้ถังเชื้อเพลิงเดิมมาอัดแก๊ส NGV เลย ก็จะทำให้ระเบิดได้ ดังนั้นต้องมีการ

            เปลี่ยนถังเชื้อเพลิงใหม่ ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายอีกเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงจำนวนสถานีที่ให้บริการเติมแก๊ส ปัจจุบันก็นับว่ายังมีน้อยอยู่ โดยจากข้อมูลที่มีตอนนี้ สถานีเติมแก๊ส LPG จะมีอยู่ประมาณ 200 กว่าแห่งทั่วประเทศ ส่วนสถานีเติมแก๊ส NGV มีอยู่เพียง 30 กว่าแห่งเท่านั้นเอง ซึ่งน้อยมาก แต่ในอนาคตก็คาดว่าน่าจะมีเพิ่มขึ้น

            ไม่ว่าจะเป็นแก๊สธรรมชาติหรือน้ำมัน ทั้งสองอย่างก็เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป และในกระบวนการสร้างต้องใช้เวลานานเป็นล้านๆ ปี ดังนั้นจึงอยากรณรงค์ให้ทุกๆ ท่านเห็นคุณค่าของเชื้อเพลิงเหล่านี้ ถ้ามีโอกาสที่จะช่วยกันประหยัดได้ก็ช่วยกัน เราจะได้มีพลังงานไว้ใช้นานๆ


ที่มา  :  www.ipst.ac.th



Home | Product & Service | News & Visit | Activity & CSR | Company | Job | Download | Foundation | Search | Contact US | Sitemap

บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com