Home > News > ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคา การจัดสรรก๊าซ LPG และการเพิ่มมูลค่าของก๊าซ LPG ในปิโตรเคมี (2014-07-23)

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคา การจัดสรรก๊าซ LPG และการเพิ่มมูลค่าของก๊าซ LPG ในปิโตรเคมี

Publish Date : 2014-07-23 | TAG :

 

หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบแนวทางปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนใหม่ โดยให้ปรับขึ้นเดือนละ 0.50 บาท/กก. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 เป็นต้นไป จนสะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ที่ 24.82 บาท/กก. ภายใน ปี 2557

 

แต่การขึ้นราคาก๊าซ LPG นี้ก็ยังคงมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ในส่วนครัวเรือนผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ก็มีโควต้าให้ไม่เกิน 18 กิโลกรัม ต่อ 3 เดือน ให้ได้ใช้ราคาเดิม และส่วน ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่พื้นที่ไม่เกิน 50 ตร.ม. ก็ได้รับการช่วยเหลือให้ใช้ราคาเดิมตามการใช้จริงไม่เกิน 150 กิโลกรัมต่อเดือน และต้องใช้ถังขนาดไม่เกิน 15 กิโลกรัม

 

ผลของการปรับราคาก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนนี้ ก็จะมีการปรับราคาก๊าซ LPG ในภาคขนส่งเพื่อสะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซฯด้วย ที่ 24.82 บาท/กก. 

 

รูปที่ 1: เปรียบเทียบราคาก๊าซ LPG ในแต่ละภาคส่วน ได้แก่ ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง ภาคปิโตรเคมี และ ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ - กรกฎาคม 2556 (ขอบคุณรูปภาพจาก PTT News)รูปที่ 1: เปรียบเทียบราคาก๊าซ LPG ในแต่ละภาคส่วน ได้แก่ ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง ภาคปิโตรเคมี และ ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ - กรกฎาคม 2556 (ขอบคุณรูปภาพจาก PTT News) 

 

ทีนี้เท่าที่ดูหลายๆความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ หลายๆคนยังคงอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และเข้าใจว่า ภาคปิโตรเคมีของ ปตท.เป็นผู้รับการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีจำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งข้อเท็จจริงกลุ่มทีได้รับการอุดหนุนคือครัวเรือนและขนส่ง เพราะ ปตท.ต้องเป็นผู้นำเข้ามาชดเชยให้ส่วนนี้และกว่าจะได้เงินชดเชยคืนก็ผ่านไปมากกว่า 9 เดือน ทำให้ ปตท.ต้องรับภาระดอกเบี้ยเองด้วย ในขณะที่ต้นทุนโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. อยู่ที่ 16.92 บาทต่อกิโลกรัม ($550/ตัน) แต่ต้องขายขาดทุนให้ครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรม ในราคาก่อนรวมภาษีและกองทุนน้ำมันอยู่ที่ 10.26 บาทต่อกิโลกรัม ($333/ตัน) โดยไม่ได้รับเงินชดเชยมาหลายปีแล้ว

 

นอกจากนี้ก๊าซ LPG ก็ยังได้มาจากโรงกลั่นน้ำมันอีกด้วยที่ใช้น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบในการกลั่นที่ใช้ตามราคาตลาดโลกต้องมาขายให้ภาคครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรมที่ 10.26 บาทต่อกิโลกรัม ($333/ตัน) แล้วค่อยได้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันย้อนหลังไม่ได้เต็มราคาด้วยตามสูตร (76% x CP + 24% X $333 ต่อตัน) ขณะที่ปิโตรเคมีซื้อราคาตลาดโลก (CP) เต็มๆ

 

แต่หลายๆต่อหลายคนยังคงเข้าใจผิดๆว่า ก๊าซ LPG เป็นของประชาชน ภาคประชาชนในครัวเรือนและขนส่งต้องใช้ก่อน ส่วนภาคปิโตรเคมีใช้เยอะจึงทำให้ก๊าซ LPG ในประเทศไม่พอ ต้องนำเข้า ดังนั้นภาคปิโตรเคมีซึ่งเป็นของนายทุนและประชาชนไม่ได้ใช้ !?! จะต้องรับภาระนำเข้าทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดๆ เพราะสุดท้ายประชาชนก็ได้ใช้ก๊าซ LPG ในรูปผลิตภัณฑ์สิ่งของเครื่องใช้รอบๆตัวประชาชนนั่นแหละครับผมจึงขออธิบายรายละเอียดดังต่อไปนี้ และขอให้ทุกๆคนเปิดใจรับฟังด้วยนะครับ

 

การจัดสรรก๊าซ LPG ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติบ้านเรานี้ จะต้องคำนึงถึงว่า ก๊าซนี้เราต้องเอาไว้ใช้กับอะไรในชาติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจริงมั้ยครับ โดยเฉพาะการที่เรามีก๊าซ LPG ไม่พอใช้จนต้องนำเข้า

 

สมมติบ้านผมมีไม้สักทองจำนวน 1 ไร่ ผมควรแบ่งปันไม้สักเพื่อทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านผม เป็นผมก็เลือกที่จะเอาไม้สักทองไปสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์เพิ่มมูลค่าดีกว่าการเอาไปเผาเป็นถ่านฟืน ถ้าไม้สักทอง 1 ไร่ของผมไม่พอ ผมก็ต้องไปซื้อมาเพิ่ม ก็ย่อมต้องให้กับสิ่งที่เป็นประโยชน์น้อยที่สุดสำหรับผมรับภาระส่วนที่ซื้อเข้ามานั้นไป

 

ทีนี้กลับมาประเด็น LPG หรือก๊าซที่มีคุณค่า อีเทน โพรเพน บิวเทน รวมถึงก๊าซโซลีนธรรมชาติ ที่แยกได้จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยของประเทศเราที่เรียกว่า ก๊าซเปียก (wet gas) นั้นสามารถทำประโยชน์ได้ 2 แบบ

1. ใช้เป็นวัตถุดิบ (Feedstock) สร้างมูลค่าเพิ่ม 6 - 20 เท่า*

2. ใช้เป็นเชื้อเพลิง (Fuel) สร้างมูลค่าเพิ่ม 1 - 3 เท่า*

 

*จากการศึกษาของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ปี 2554

 

รูปที่ 2: ข้อมูลการสร้างมูลค่าเพิ่มของก๊าซธรรมชาติในธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อสร้างเศรษฐกิจของประเทศชาติ โดย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ ปตท.รูปที่ 2: ข้อมูลการสร้างมูลค่าเพิ่มของก๊าซธรรมชาติในธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อสร้างเศรษฐกิจของประเทศชาติ โดย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ ปตท.

 

 

ทีนี้ย้อนกลับมา LPG ก็ต้องมาดูว่า ใช้กับอะไรได้ประโยชน์ที่สุด

 

1. อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

 

รูปที่ 3: สินค้าเครื่องมือเครื่องใช้ราคาถูกจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (รูปนี้ผมไปถ่ายเองจากการสำรวจที่ตลาดนัดแห่งหนึ่ง)รูปที่ 3: สินค้าเครื่องมือเครื่องใช้ราคาถูกจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (รูปนี้ผมไปถ่ายเองจากการสำรวจที่ตลาดนัดแห่งหนึ่ง)

 

เป็นการนำก๊าซ LPG นี้มาเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปมาเป็นเม็ดพลาสติกหรือเส้นใยสังเคราะห์ ไม่ได้เอาไปเผาเป็นเชื้อเพลิง สิ่งที่ตามมาก็คือ ได้ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและเส้นใยสังเคราะห์ด้วยต้นทุนราคาที่สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ เพื่อเป็นวัตถุดิบเอาไปผลิตสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชนคนไทยทุกๆคน ทำให้เกิดการพัฒนาสร้างฐานการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ก่อสร้าง สิ่งของตกแต่งบ้าน จานชาม กะละมัง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ บรรจุภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อุปกรณ์อิเล็คทรอนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ ใครจะคาดคิดล่ะว่าสิ่งของเหล่านี้ทำมาจากก๊าซธรรมชาติ ใช่มั้ยครับ !!!

 

การจ้างงานมากกว่า 3 แสนคนนั้นมาจากธุรกิจปิโตรเคมีและคนไทยที่ได้รับผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายล้านคน รวมถึงคนในครอบครัวของแรงงานเหล่านั้น สร้างรายได้มหาศาลถึง 7 แสนล้านบาท และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีนั้นสามารถนำมารีไซเคิลสามารถทำรายได้ให้กับรัฐจากการเก็บภาษีตามรายทางเป็นกอบเป็นกำไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ไม่มีที่สิ้นสุด สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 6-20 เท่า ของมูลค่าก๊าซ LPG

 

ลองคิดดูเอานะครับว่า แม้แต่คนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะ เค้ายังสามารถเก็บเอาขวดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกไปขายหารายได้ และพวกพลาสติกพวกนี้ก็จะกลับเข้ากระบวนการรีไซเคิลสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้

 

 

2. ครัวเรือน

 

รูปที่ 4: ข้าวแกงที่หุงต้มจากก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือน (ขอบคุณรูปภาพจาก CMVmedia)รูปที่ 4: ข้าวแกงที่หุงต้มจากก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือน (ขอบคุณรูปภาพจาก CMVmedia)

 

เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดแทนการใช้ถ่านฟืน ซึ่งรัฐได้สนับสนุนมานานก่อนที่จะมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเสียอีก ขณะนั้นเป็นการนำเข้าล้วนๆ พอตั้งแต่มีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก็ได้นำส่วนที่เหลือจากการจัดสรรให้ปิโตรเคมีแล้วมาให้ประชาชนใช้ ซึ่งปัจจุบันก็ให้ความสำคัญเท่าๆกับปิโตรเคมี เพราะประชาชนไม่มีทางเลือกในพลังงานสะอาดนี้มากนัก

 

ในส่วนการอุดหนุนราคาภาคครัวเรือนอย่างที่ผมกล่าวไป ทุกวันนี้ได้ใช้ราคาก๊าซ LPG ถูกกว่าปิโตรเคมีนะครับ ในราคาหน้าโรงแยกก๊าซฯโรงกลั่น $333 ต่อตัน เนี่ยใช้กันมาเป็น 10 กว่าปีแล้ว จากการสำรวจของกระทรวงพลังงานพบว่า ข้าวแกงข้างถนนราคาจานละ 30 บาทนั้น ต้นทุนของก๊าซ LPG ต่อข้าวหนึ่งจานมันแค่ 30 สตางค์ (หรือ 1%) เท่านั้นจากก๊าซ LPG 18.13 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มราคาไปอีก 6 บาทต่อกิโลกรัม จะมีผลกระทบต่อต้นทุนเพียงจานละ 10 สตางค์ เท่านั้น เต็มที่ผมให้ไม่เกิน 50 สตางค์ก็ได้

 

มีท่านๆหนึ่งถามว่าผมเคยเห็นมั้ยว่าแม่ค้าขึ้นราคาทีละ 50 สตางค์ ผมตอบได้ว่าไม่เคย ผมเคยเห็นขึ้นทีละ 5 บาท แต่สาเหตุที่ขึ้นทีละ 5 บาทนั้น ไม่ได้มาจากการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มนะครับ เพราะราคาก๊าซหุงต้มนั้นถูกควบคุมมากกว่า 20 ปี ที่มันขึ้นเพราะ ข้าวหมูเห็ดเป็ดไก่ พืชผัก ที่ราคาสูงขึ้นต่างหากครับ

 

เพื่อพิสูจน์ว่าผลการสำรวจของกระทรวงพลังงานนั้นจริงหรือไม่ ผมก็ได้ทำการสำรวจด้วยตัวเองจากร้านรถเข็นขายลูกชิ้นไส้กรอกยี่ห้อนึงจำนวนหนึ่ง ซึ่งให้ข้อมูลใกล้เคียงกันว่า ปกติคนขายจะใช้ก๊าซ LPG ขนาด 4 กก. เป็นเวลา 5 วัน มีรายได้ 8,000 บาท ต้นทุนก๊าซ LPG ที่เป็นเนื้อก๊าซฯ 4 กก. นั้นประมาณ 80 บาท (ไม่รวมค่าส่ง) ก็หมายความว่าต้นทุนเนื้อก๊าซ LPG นั้นคิดเป็น 1% ของยอดขายทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งตรงกับผลสำรวจของกระทรวงพลังงาน

 

ดังนั้นในภาคครัวเรือนสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกับร้านค้าขนาดเล็กและหาบเร่แผงลอยตามข้างถนนนั้น รัฐมีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว จึงเอามาเป็นข้ออ้างขึ้นราคาค่าอาหารไม่ได้

 

ส่วนร้านอาหารใหญ่ๆ ภัตตาคาร ที่ขายกันจานละร้อยสองร้อย ราคาก๊าซ LPG จะปรับขึ้น 6 บาทต่อกิโลกรัม ก็ทำให้ต้นทุนก๊าซในอาหารเพิ่มขึ้นเท่ากับพวกหาบเร่แผงลอยจานละ 10 สตางค์ หรือ 0.3% เท่านั้น ถ้าเค้าจะฉวยโอกาสขึ้นสัก 10-20 บาท คนที่มีปัญญาไปซื้อข้าวราคาแพงแบบนี้ก็ต้องมีปัญญาจ่ายอยู่แล้ว ไม่งั้นคนเหล่านั้นก็ไปกินข้างถนนสิครับ ไม่มีใครเค้าบังคับพวกเค้านี่นา

 

ดังนั้นข้ออ้างการขึ้นราคาก๊าซ LPG ในครัวเรือนมากระทบต่อค่าครองชีพจึงฟังไม่ขึ้นครับ

 

 

3. ภาคขนส่ง

 

รูปที่ 5: สถานีก๊าซ LPG สำหรับภาคขนส่ง (ขอบคุณรูปภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ)รูปที่ 5: สถานีก๊าซ LPG สำหรับภาคขนส่ง (ขอบคุณรูปภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ)

 

เป็นทางเลือกสำหรับประชาชนเพื่อให้เข้าถึงพลังงานที่ถูกกว่า (เพราะอุดหนุนราคา) เมื่อก่อน เราสามารถผลิตก๊าซ LPG ได้เหลือใช้ จึงมีการให้นำมาใช้ในภาคขนส่งด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นเค้าสนับสนุนให้ใช้ในกลุ่มคนจน คนขับรถรับจ้าง เช่น รถตุ๊กตุ๊ก รถแท๊กซี่ ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้มีคนใช้รถยนต์ส่วนตัวทั่วไปรวมถึงพวกรถหรูราคาแพง มาดัดแปลงเครื่องยนต์มาใช้ก๊าซ LPG จำนวนมาก ด้วยเหตุผลราคาถูก จนทำให้เกิดการขยายตัวการใช้ก๊าซ LPG ในภาคขนส่งสูงมากจนให้เกิดการนำเข้าก๊าซ LPG ขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551

 

เนื่องจากภาคขนส่ง สามารถใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นทดแทนได้ เช่น NGV, E20, E85 หรือน้ำมัน จึงทำให้มีความสำคัญน้อยกว่า ภาคปิโตรเคมีและครัวเรือน กลุ่มคนที่จดทะเบียนยานยนต์ประเภทนี้มีอยู่ 1 ล้านคัน

 

ถ้าปรับราคาขึ้น แน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ แต่ ผมมั่นใจไม่ถึงกับเจ๊งกับกลุ่มคนมีสตางค์เหล่านี้ เค้าขึ้นจากกิโลกรัมละ 21.38 บาทไป 24.82 บาท คือขึ้น 15% เท่านั้น หมายความว่าเดือนๆนึงสมมติคุณใช้ก๊าซ LPG อยู่ 2,000 บาทต่อเดือน ก็กลายเป็น 2,300 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มวันละ 10 บาท ผมว่าไม่เห็นน่าจะเดือดร้อน ก็ยังได้เชื้อเพลิงราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอยู่ดีในเมื่อคุณมีปัญญาซื้อรถ จริงๆคุณสามารถประหยัดได้ คุณก็แค่ใช้น้อยลง และ เป็นการลดภาระผู้ที่ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลที่ส่งเงินกองทุนอุดหนุนราคาให้พวกคนขับรถใช้ก๊าซ LPG อยู่ เพิ่มค่าครองชีพคนกลุ่มนี้ที่มีปัญญาซื้อรถ แต่ไปลดค่าครองชีพของคนใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลมากกว่า 2 ล้านคัน ดีกว่ามั้ยครับ ???

 

 

 

4. ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ

 

รูปที่ 6: การใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมแก้ว (ขอบคุณรูปภาพจาก Dxplace)รูปที่ 6: การใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมแก้ว (ขอบคุณรูปภาพจาก Dxplace)

 

ก็เป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ใช้พลังงานที่ถูกกว่า (เพราะอุดหนุนราคา) และพลังงานสะอาดกว่า แต่ในเมื่อ LPG เริ่มไม่พอใช้ และทางภาคอุตสาหกรรมอื่นๆสามารถใช้น้ำมันเตาหรือ CNG เป็นพลังงานทางเลือก จึงให้ความสำคัญน้อยกว่า จึงให้ใช้ราคาตลาดโลก ยกเว้นอุตสาหกรรมเซรามิก แก้วและกระจก ที่ยังคงต้องใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงสะอาดเท่านั้น และมีสัดส่วนต้นทุนก๊าซ LPG ในระดับสูง ทางภาครัฐก็มีมาตรการช่วยเหลือ สำหรับ SME ใช้ก๊าซ LPG ถัง 48 กิโลกรัมไม่เกิน 20 ถัง หรือไม่เกิน 1,000 กิโลกรัม รวมถึงให้การช่วยเหลือในปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 30% ลดค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ลงได้

 

 

 

การจัดสรรก๊าซ LPG และ ความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

 

ดังที่กล่าวมานี้ การจัดสรร LPG จึงจัดสรรให้ ครัวเรือนและภาคปิโตรเคมีก่อน แล้วจึงจัดสรรให้ภาคขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆทีหลัง ตามลำดับความสำคัญ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลปี 2523 ตามจุดประสงค์ของการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ปี 2525 

 

ซึ่งโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. นั้นขายก๊าซ LPG ให้ภาคส่วนอื่นนอกจากปิโตรเคมีในราคาที่ถูกตรึงไว้ที่ $333/ตัน หรือ 10.26 บาทต่อกิโลกรัม มาโดยตลอดและไม่ได้รับการชดเชยอีกด้วย ขณะที่ต้นทุนของโรงแยกก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ $550/ตัน หรือ 16.92 บาท ต่อกิโลกรัม

 

รูปที่ 7: เปรียบเทียบประโยชน์จากการใช้ก๊าซ LPG จำนวน 96 กิโลกรัมระหว่างใช้เป็นเชื้อเพลิงกับใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ขอบคุณรูปภาพจาก PTT News)รูปที่ 7: เปรียบเทียบประโยชน์จากการใช้ก๊าซ LPG จำนวน 96 กิโลกรัมระหว่างใช้เป็นเชื้อเพลิงกับใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ขอบคุณรูปภาพจาก PTT News)

 

ในส่วนของราคาก๊าซ LPG จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ที่ภาคปิโตรเคมีซื้อจะใช้วิธีซื้อขายแบบลอยตัวในระบบสูตรราคา Netback คือราคาอ้างอิงเม็ดพลาสติก (มติ กบง. ปี 2540) เนื่องจากเราสามารถใช้ทรัพยากรของเราเองเป็นวัตถุดิบเองได้ เป็นราคาที่ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้สำหรับบริษัทที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักแทนแนฟทา บางบริษัทอาจจะมีการเจรจาใช้สูตรราคาอื่นๆ เช่น สูตรแบ่งผลกำไร สูตรอ้างอิงจากแนฟทา ฯลฯ ซึ่งแล้วแต่การเจรจาของแต่ละบริษัทไปตามราคาผลิตภัณฑ์ตลาดโลก ซึ่งรัฐก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง และแหล่งก๊าซ LPG นั้นก็มาจากโรงกลั่นน้ำมันอีกด้วยจำนวนหนึ่งซึ่งจะคิดตามราคาตลาดโลก (CP) ในปี 2555 ราคาก๊าซ LPG ที่ภาคปิโตรเคมีปัจจุบันซื้อในราคาที่รวมภาษีและกองทุนน้ำมันโดยเฉลี่ยจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 24.93 บาทต่อกิโลกรัม หรือราคาที่ไม่รวมภาษีและกองทุนน้ำมันที่ $720/ตัน ประมาณ 22.30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งแพงกว่าภาคส่วนอื่นมากกว่า 2 เท่า!!! เทียบกับ $333/ตัน ขณะที่ราคาตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ประมาณ $900/ตัน หรือแพงกว่าส่วนอื่นอยู่แล้ว 12 บาทต่อกิโลกรัมจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันขนาด 12.55 บาทต่อกิโลกรัมตามที่หลายคนพยายามเรียกร้อง ส่วนราคาเฉลี่ย 16.20 บาทต่อกิโลกรัมที่หลายๆคนเอามากล่าวอ้างนั้น เป็นราคาจากหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติในบางช่วงเวลาเพียงเท่านั้นโดยไม่มีการนำไปเฉลี่ยกับราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน

 

ถ้าหากประเทศไทยผลักให้ภาคปิโตรเคมีไปใช้ราคานำเข้าล้วนๆคือประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม จะกลายเป็นใช้วิธีคิดราคาแบบ Cost Plus คือเอาต้นทุนและผลตอบแทนบวกไปกับราคา 30 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เพราะเอาต้นทุนวัตถุดิบเป็นตัวตั้ง (จะต่างกับ netback ที่คิดราคาต้นทุนวัตถุดิบจากราคาอ้างอิงผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นสูตรราคาสำหรับประเทศที่สามารถจัดหาวัตถุดิบในประเทศเองได้) 

 

จะทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทยมีราคาแพงกว่าตลาดโลก ผลก็คือจะไม่มีใครซื้อเม็ดพลาสติกจากโรงงานปิโตรเคมีในประเทศ จะเปลี่ยนเป็นการนำเข้าแทน หรือปรับลดผลตอบแทนลงจนอยู่ระดับต่ำมากถึงขาดทุน เพื่อให้ราคาเม็ดพลาสติกสู้ตลาดโลกได้ ผลก็คือ ปิโตรเคมีในประเทศเจ๊งครับ เพราะแข่งขันกับต่างประเทศในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบไม่ได้ !!!

 

(จริงๆแล้ววิธีการคิดราคาแบบ Cost Plus นี้เคยคิดมาแล้วก่อนมีมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในปี 2540 ที่ให้เปลี่ยนมาเป็น Netback เพื่อให้ปิโตรเคมีในประเทศไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้)

 

การที่จะผลักให้ภาคปิโตรเคมีไปนำเข้าก๊าซ LPG ไปใช้ราคาตลาดโลกและใช้ก๊าซ LPG ที่เรามีไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวถือว่าเป็นการทำลายอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยนะครับ ผลพวงที่จะตามมาถ้าธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศไทยแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้และไม่สามารถป้อนวัตถุดิบที่เป็นเม็ดพลาสติกและใยสังเคราะห์ให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ผลิตสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ที่อยู่รอบๆตัวเรา ทำให้นักลงทุนต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านครับ ประเทศชาติขาดรายได้กว่า 7 แสนล้านบาท คนงานตกงานมากกว่า 3 แสนคน ยังไม่รวมคนในครอบครัวของลูกจ้างเหล่านั้นและผู้ได้รับผลกระทบต่อเนื่องเป็นล้านๆคน การผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าปีละหลายแสนล้านบาทก็จะหายไป การสร้างธุรกิจต่อเนื่องให้กับประเทศชาติได้มากมายก็จะหายไปอีกเช่นกัน ภาษีรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐควรจัดเก็บได้ ก็หายไปเกลี้ยง และทำให้รัฐขาดรายได้จากภาษีมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ ทีนี้เศรษฐกิจของชาติจะล่มจมครับ

 

รูปที่ 8: อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปิโตรเคมี ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทำให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้จำนวนมาก (ขอบคุณรูปภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ)รูปที่ 8: อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปิโตรเคมี ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทำให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้จำนวนมาก (ขอบคุณรูปภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ)

 

นั่นก็หมายความว่า จริงๆแล้วธุรกิจปิโตรเคมีไม่ได้อุ้มคนรวย แต่กำลังอุ้มเศรษฐกิจของประเทศทำให้คนไทยหลายแสนหลายล้านคนมีงานทำ รวมถึงคนจนๆที่เก็บขวดพลาสติกขาย แล้วท่านๆที่ไม่พอใจธุรกิจปิโตรเคมีนั้น จะเลี้ยงดูคนเหล่านี้ได้อย่างไร และตัวท่านเองจะสามารถรับได้หรือเปล่า ถ้าเขาจะขายของใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าครองชีพมันก็สูงขึ้นเหมือนกันนั่นแหละครับ กระทบคนไทยทุกๆคนด้วย ต้องมองภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่ไปช่วยอุดหนุนราคาก๊าซ LPG โดยเก็บเงินกองทุนน้ำมันจากคนใช้น้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอลและดีเซลให้คนรวยที่ใช้ก๊าซ LPG เผาเป็นเชื้อเพลิงแล้วหมดไป !!! หรือ เอาไปขายผิดประเภท เช่น เอาจากภาคครัวเรือนไปขายภาคขนส่ง อุตสาหกรรม หรือ ลักลอบส่งออกไปให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาแพงกว่า กินส่วนต่างกันนิ่มๆ !!!

 

 

เรื่องพลังงานต้องใช้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้สึก

 

สิริวัต วิทูรกิจวานิช




Home | Product & Service | News & Visit | Activity & CSR | Company | Job | Download | Foundation | Search | Contact US | Sitemap

บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com